เลือดออกกระปิดกระปอย กี่วัน

เลือดออกกระปิดกระปอย กี่วัน


ปัญหาเรื่องประจำเดือนที่มาไม่ปกติ
ในทุกวัยของสุภาพสตรี ถ้ามีประจำเดือนมากระปริดกระปรอย หรือมากกว่าปกติก็คงจะตกใจไม่น้อย และ อาจเกิดความกังวลอย่างมาก ซึ่งสาเหตุประจำเดือนมาผิดปกติเกิดได้หลายสาเหตุ เพื่อให้คุณสุภาพสตรีมีความเข้าใจเรื่องประจำเดือนมากขึ้น จึงขออธิบายข้อมูลเกี่ยวกับประจำเดือนให้ทราบดังนี้

ประจำเดือนในสุภาพสตรีคืออะไร?
เลือดที่ออกจากช่องคลอดของคุณผู้หญิงที่จะมีมาช่วงทุกๆ 21–35 วัน ซึ่งบางคนจะเรียกเลือดนี้ว่า “เมนส์” โดยปกติจะมาครั้งละไม่เกิน 7 วัน และใช้ผ้าอนามัยวันละประมาณ 3–4 แผ่น โดยทั่วไปผู้หญิงจะเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกตอนอายุประมาณ 12-13 ปี และ จะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนเมื่อมีอายุประมาณ 45-55 ปี

สาเหตุเลือดประจำเดือนออกผิดปกติ
1. ถ้าเป็นสุภาพสตรีที่มีอายุน้อยและผ่านการมีเพศสัมพันธ์แล้ว แต่ไม่ได้คุมกำเนิด อาจเกิดจากการตั้งครรภ์หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตร เป็นต้น
2. สุภาพสตรีบางคนอาจทานยาบางชนิดที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเพศหญิง เช่น กวาวเครือ ก็เป็นสาเหตุที่กระตุ้นทำให้มีเลือดออกผิดปกติได้
3. สุภาพสตรีในวัยที่เพิ่งเริ่มมีประจำเดือน เช่น อายุ 13 ปี หรือ วัยใกล้หมดประจำเดือน เช่น อายุ 49 ปี มักมีภาวะฮอร์โมนแปรปรวน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการที่เลือดออกผิดปกติได้
4. สุภาพสตรีที่อยู่ในภาวะเครียด เช่น การนอนดึก มีปัญหาทางบ้าน ทะเลาะกับแฟน สิ่งต่างๆเหล่านี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้มีฮอร์โมนแปรปรวน ซึ่งเป็นสาเหตุของเลือดออกผิดปกติได้
5. การติดเชื้อหรือแผลบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ในสุภาพสตรี เช่น บริเวณปากมดลูก หรือ เยื่อบุโพรงมดลูก ก็สามารถทำให้เกิดแผลแล้วมีเลือดออกได้

อีกหนึ่งสาเหตุที่สำคัญและน่ากลัวที่สุด คือ มะเร็งในอวัยวะสืบพันธุ์ของสุภาพสตรี เช่น มะเร็งปากมดลูก หรือ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกก็เป็นสาเหตุที่ทำให้มีเลือดออกผิดปกติในสุภาพสตรีที่พบได้บ่อยเช่นกัน


การสังเกตอาการที่บ่งบอกถึงสัญญาณความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
1. การมีเลือดออกจากช่องคลอดกระปริดกระปรอย เช่น มีเลือดออกทุกวัน หรือ วันเว้นวัน

2. การมีรอบประจำเดือนที่มาเร็วกว่าทุก 21 วัน
3. มีเลือดออกนอกรอบประจำเดือน
4. มีเลือดออกจากช่องคลอดปริมาณมากและลักษณะเป็นลิ่มเลือดหรือเป็นก้อน ๆ และใช้ผ้าอนามัยมากกว่าวันละ 5 แผ่น
5. มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์
6. มีเลือดออกหลังจากเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนไปแล้ว


วิธีการรักษา
สุภาพสตรีที่มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อตรวจหาสาเหตุ โดยทั่วไปแพทย์จะซักถามประวัติผู้ป่วยก่อน เช่น ประวัติการกินยา การคุมกำเนิด หลังจากนั้นก็จะทำการตรวจร่างกายทั่วไป เช่น วัดไข้ ความดันโลหิต และ ขออนุญาตตรวจภายในเพื่อตรวจหามะเร็งปากมดลูกไปพร้อมกัน ซึ่งไม่ยุ่งยากและไม่เจ็บ โดยการตรวจนั้นทำในห้องที่มิดชิดมีแพทย์เป็นผู้ตรวจและนางพยาบาลอยู่เป็นเพื่อนผู้รับการตรวจโดยใช้เวลาตรวจไม่เกิน 5 นาที แต่ถ้าแพทย์ยังไม่สามารถหาสาเหตุของเลือดออกผิดปกติที่แน่ชัดได้ ก็อาจจำเป็นต้องขอส่งตรวจวิธีพิเศษ เช่น ตรวจเลือด ตรวจอัลตราซาวด์ หรือ หากจำเป็นจริง ๆ แพทย์ก็อาจขอขูดมดลูกเพื่อนำชิ้นเนื้อไปตรวจวินิจฉัยหาเซลล์มะเร็งต่อไป


วิธีการป้องกัน
คุณสุภาพสตรีควรหันมาใส่ใจในเรื่องอาหารการกิน กินให้ครบ5หมู่ ไม่กินยาใดๆ โดยไม่จำเป็น หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รักษาอารมณ์ให้แจ่มใส และ สุดท้ายสุภาพสตรีทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว หรือ ผู้หญิงโสดที่มีอายุเกินกว่า 35 ปี ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์เพื่อรับการตรวจภายในประจำปี และ ตรวจหามะเร็งปากมดลูก แม้ว่าจะยังไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ก็ตามโดยคุณผู้หญิงจะต้องเลือกไปพบแพทย์ในวันที่ไม่มีประจำเดือน งดมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 7 วัน การตรวจภายในประจำทุกปีในขณะที่คุณผู้หญิงยังไม่มีอาการผิดปกตินับว่าเป็นขั้นตอนสำคัญในการป้องกันโรคมะเร็งในสตรี เนื่องจากแพทย์จะสามารถตรวจหาโรคในระยะเริ่มแรกที่ยังไม่มีอาการและสามารถรักษาให้หายได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ทีเดียว

โดยทั่วไปแล้วผู้หญิงจะมีเลือดออกทางช่องคลอดทุกเดือน หรือที่เรียกว่าประจำเดือน แต่ในกรณีมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดมาในช่วงที่ไม่ได้เป็นประจำเดือน เลือดออกกะปริบกะปรอย หรือมามากกว่าปกติในช่วงที่มีประจำเดือน อย่านิ่งนอนใจ นั่นอาจเป็นสัญญาณอันตรายหรือเสี่ยงโรคร้ายตามมาได้ เช่น เนื้องอกในมดลูก มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น โดยสาเหตุของภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดมีได้หลายอย่าง ซึ่งจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย


เลือดออกผิดปกติเป็นได้อย่างไร?

เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด เป็นภาวะที่ร่างกายของผู้หญิงอาจจะมีเลือดไหลออกจากช่องคลอดกะปริบกะปรอย เลือดออกมาในช่วงไม่มีประจำเดือน หรือเลือดออกมาต่อเนื่องมากกว่าปกติในช่วงที่มีประจำเดือน เลือดออกทั้งที่ยังไม่ถึงวัยมีประจำเดือน หรืออยู่ในวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว รวมทั้งเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์ ภาวะที่เกิดขึ้นเหล่านี้อาจแสดงถึงปัญหาสุขภาพ ถือว่าร่างกายมีความผิดปกติ และอาจเป็นสัญญาณอันตรายหรือเสี่ยงโรคร้ายที่ตามมาได้

โดยสามารถแบ่งผู้ป่วยเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ได้ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ยังไม่ควรจะมีประจำเดือน เช่น เด็ก หรือวัยรุ่นผู้หญิงที่ยังไม่มีประจำเดือน กับ กลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ในสองกลุ่มนี้ถ้ามีเลือดออกทางช่องคลอด ถือว่ามีความผิดปกติ และกลุ่มผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ที่มีเลือดประจำเดือนที่มีปริมาณมากกว่าปกติ ทั้งในแง่ของปริมาณ และระยะเวลาที่มีประจำเดือน รวมไปถึงการมีเลือดออกมานอกรอบประจำเดือน


สาเหตุของภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด

การมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดเกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่

  1. ความผิดปกติของฮอร์โมน เกิดขึ้นได้จากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนไม่สมดุลกัน
  2. ภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก ภาวะรกเกาะต่ำ รกลอกตัวก่อนกำหนด การแท้งบุตร เป็นต้น
  3. การติดเชื้อบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบและมีเลือดออกได้ สาเหตุของการติดเชื้อ เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การสวนล้างช่องคลอด การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน เป็นต้น
  4. ความผิดปกติเกี่ยวกับมดลูก เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในกล้ามเนื้อมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ การติดเชื้ออักเสบของปากมดลูก เป็นต้น
  5. เนื้องอกในมดลูก เป็นเนื้องอกที่เติบโตขึ้นอย่างผิดปกติในมดลูก แต่โดยส่วนใหญ่จะไม่กลายเป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็ง อาจมีอาการปวดประจำเดือนร่วมด้วย หรือปวดหน่วง ๆ บริเวณท้องน้อย หรือปวดหลังบริเวณส่วนล่างเรื้อรัง
  6. มะเร็ง โดยผู้ป่วยมะเร็งที่อวัยวะบางส่วนของร่างกาย อาจส่งผลให้เกิดเลือดออกทางช่องคลอด เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งมดลูก มะเร็งรังไข่ เป็นต้น

เลือดออกกระปิดกระปอย กี่วัน

เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดอย่างไร ควรมาพบแพทย์

หากมีภาวะเลือดออกจากช่องคลอดที่ไม่เข้ากับลักษณะของประจำเดือน เราควรจดบันทึกลักษณะของเลือดที่ออก ปริมาณ ระยะเวลา รวมถึงอาการอื่นที่มีร่วมด้วย โดยผู้หญิงที่มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติและมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยสาเหตุและรับการรักษาทันที เช่น

  • ผู้หญิงที่ไม่มีประจำเดือน หรือวัยหมดประจำเดือนแต่มีเลือดออกทางช่องคลอด
  • ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ มีประจำเดือนปกติ แต่มีเลือดออกนอกรอบประจำเดือนด้วย หรือมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ และมีเลือดออกจากช่องคลอดเป็นลิ่มเลือดปริมาณมาก
  • มีประจำเดือนในปริมาณที่มากขึ้น หรือมีระยะเวลาของประจำเดือนนานขึ้นกว่าปกติ สังเกตได้จากการที่ใช้ผ้าอนามัยมากกว่า 4 แผ่นชุ่มๆ ต่อวัน หรือมีประจำเดือนในแต่ละรอบมากกว่า 7 วัน
  • ปวดบริเวณท้องหรืออุ้งเชิงกรานอย่างรุนแรงเฉียบพลัน โดยเฉพาะช่วงที่มีประจำเดือน
  • มีไข้ รู้สึกวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด อ่อนเพลียจากภาวะโลหิตจาง

การตรวจวินิจฉัยภาวะเลือดออกผิดปกติ

ผู้ที่มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยสาเหตุ โดยทั่วไปแพทย์จะซักถามประวัติผู้ป่วย ลักษณะของการมีเลือดออกทางช่องคลอด รวมทั้งอาการหรือประวัติเจ็บป่วยอื่นๆ และอาจมีการตรวจเพิ่มเติม ดังนี้

  1. เจาะเลือดตรวจฮอร์โมนที่อาจส่งผลต่อการมีเลือดออกผิดปกติ เช่น ไทรอยด์ ตรวจดูค่าการแข็งตัวของเลือดในกลุ่มที่มีประวัติโรคเลือดออกผิดปกติในครอบครัว
  2. การตรวจภายในหาความผิดปกติบริเวณช่องคลอด ปากมดลูก หรือ การตรวจอัลตราซาวด์เพื่อดูความผิดปกติภายในโพรงมดลูก ตัวมดลูก รังไข่ มีการประเมินดูความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก
  3. การส่องกล้องตรวจโพรงมดลูกด้วยเครื่องมือขนาดเล็ก (Office Hysteroscopy) เป็นวิธีการตรวจโดยใช้กล้องเล็กๆ สอดเข้าทางปากมดลูก ซึ่งสามารถเห็นความผิดปกติภายในโพรงมดลูก ผ่านหน้าจอแสดงผล ในกรณีที่ไม่สามารถวินิจฉัยได้จากการซักประวัติ ตรวจร่างกายตามปกติ การอัลตราซาวด์ และการเอกซเรย์ เช่น มีเลือดระดูผิดปกติ มีติ่งเนื้อหรือเนื้องอกเล็กๆ ในโพรงมดลูก พังผืด ความผิดปกติของรูปร่างของมดลูก มีเลือดออกทางช่องคลอดในวัยหมดระดู และวินิจฉัยภาวะมีบุตรยาก เป็นต้น

อาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดรักษาอย่างไร?

การรักษาอาการเลือดออกทางช่องคลอดจะขึ้นอยู่กับแต่ละสาเหตุ ได้แก่

  1. การรักษาทั่วไป ได้แก่ การพักผ่อนให้เพียงพอ ให้ยาบำรุงเลือดในกรณีที่มีภาวะโลหิตจาง หรือการให้เลือดทดแทนถ้าซีดมาก
  2. การรักษาด้วยยาฮอร์โมนหรือยาคุมกำเนิด ในภาวะฮอร์โมนไม่สมดุลสำหรับวัยทองที่หมดประจำเดือน โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาถึงชนิดและขนาดของยาที่เหมาะสม
  3. การรักษาด้วยการผ่าตัด ในกรณีที่วินิจฉัยแล้วว่าเป็นเนื้องอกในมดลูกจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเอาเนื้องอกนั้นออก รวมทั้งในรายที่เป็นมะเร็ง ก็จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด ร่วมกับการให้เคมีบำบัดและฉายแสงร่วมด้วย

หากมีภาวะเลือดออกทางช่องคลอดที่ไม่เข้ากับลักษณะประจำเดือน มีเลือดออกมากหรือกะปริดกะปรอย รวมทั้งมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและทำการรักษา เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น