กระส อ สหมงคลฟ ล ม ต วอย างหน ง

“สหมงคลฟิล์ม”รวมพลคนทำหนัง ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

เผยแพร่: 27 เม.ย. 2554 11:35 โดย: MGR Online

บริษัทสหมงคลฟิล์มอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ร่วมกับ มงคลแชลแนล ร่วมปลุกพลังคนทำหนังทั้งผู้กำกับ นักแสดงชื่อดัง สายหนัง และพันธมิตรทางธุรกิจ ร่วมงานครั้งสำคัญเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทางภาคใต้ในงาน “คนทำหนังรวมพลังช่วยชาวใต้” เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2554 ที่ผ่านมา ณ.ลานกิจกรรม ชั้น 1 ห้างสรรพสินค้า Zen Central World ทั้งนี้ ภายในงานได้เปิดรับบริจาคเงิน หรือซื้อของที่ระลึกจากภาพยนตร์ ทั้งดีวีดี เสื้อยืดของกิจกรรม ฯลฯ รวมทั้งรับบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่กำลังประสบอุทกภัยทางภาคใต้ ซึ่งมีนักแสดงและบุคคลเบื้องหลังวงการภาพยนตร์รวมทั้งผู้ที่มีจิตศรัทธามากมายมาร่วมงานและร่วมบริจาคเงิน โดยในงานครั้งนี้มีหัวเรือใหญ่อย่าง เสี่ยเจียง หรือ คุณสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ ประธานบริษัทสหมงคลฟิล์มอินเตอร์เนชั่นแนลจก.เป็นประธานในงาน พร้อมด้วยนักแสดง ผู้กำกับ และคนในวงการบันเทิงมากมายมาร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็น หม่อมน้อย-ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล, รัดเกล้า อามระดิษ, ชัยพล พูพาร์ท จาก อุโมงค์ผาเมือง, บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ จากปัญญา เรณู, หม่ำ จ๊กมก, จีจ้า ญาณิน, เฉลิมศักดิ์ แย้มขะมัง, โหน่ง ชะชะช่า, ตุ๊กกี้ ชิงร้อย จากภาพยนตร์เรื่องจั๊กกะแหล๋น ที่มาสร้างสีสันและเสียงหัวเราะในงาน รวมถึงสรพงศ์ ชาตรี,ผู้พันเบิร์ด วันชนะ, ปีเตอร์, เสธต๊อด และ ปราบ ปฎล จากภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวร, ทีมสาระแน อย่าง เปิ้ล หอย, น้องอร จากสาระแนสิบล้อ, สาระแนเห็นผี ที่มาร่วมพูดคุยบนเวที และศิลปินท่านอื่นอีกมากมาย และยังมีศิลปินวงออกัส, น้องอลิซ, น้องครีม นักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนไม่เก่า ที่มาร่วมขายเสื้อ และดีวีดี พร้อมทั้งโชว์มินิคอนเสิร์ตโดยศิลปินวงออกัสในเพลง รักไม่ใช่ทุกอย่างและกันและกัน นอกจากนี้ยังมีบุคคลเบื้องหลังในวงการอย่าง ปรัชญา ปิ่นแก้ว และบัณทิต ทองดี ที่วันนี้ของควงนางเอกดาวรุ่งดวงใหม่ อย่าง เปา - เปาวลี จากภาพยนตร์เรื่องพุ่มพวง มาร่วมรับมอบเงินบริจาคในครั้งนี้อีกด้วย ทั้งนี้ จากงานดังกล่าวได้ยอดรับบริจาคทั้งหมด (ไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ) เป็นจำนวนเงิน 2,231,955 บาท ซึ่งจะมีการนำเงินไปมอบให้พี่น้องผู้ประสบภัยทางภาคใต้ในโอกาสต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ของวง BNK48 กลายเป็นไวรัลที่ดังไปทั่วประเทศ เราก็ได้เห็นสาวๆ สมาชิกในวงปรากฏตัวไปทุกที่ ตั้งแต่สื่อต่างๆ โฆษณานับไม่ถ้วน และหนึ่งในนั้นคือ บทบาท ‘นักแสดง’ ทั้งจากละคร ซีรีส์ และภาพยนตร์หลายเรื่อง ที่ทยอยเปิดโอกาสให้พวกเธอได้แสดงความสามารถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เช่นเดียวกับในเรื่อง กระสือสยาม ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่เป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล และบริษัท บีเอ็นเค โฟร์ตี้เอท ออฟฟิศ โดยมี มิวนิค BNK48 เป็นนักแสดงนำ และกำลังจะเข้าฉายให้ทุกคนได้รับชมกันในวันที่ 4 เมษายนนี้

THE STANDARD POP มีโอกาสชวน ต้อม-จิรัฐ บวรวัฒนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีเอ็นเค โฟร์ตี้เอท ออฟฟิศ จำกัด และ อุ๋ย-ชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ รองประธานกรรมการฝ่ายการขาย บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล มาพูดคุยถึงเบื้องหลังการร่วมมือกันในภาพยนตร์เรื่อง กระสือสยาม รวมทั้งทิศทางของวงการภาพยนตร์ ที่เราจะได้เห็นสมาชิกวง BNK48 เข้าไปมีส่วนร่วมในการแสดงมากขึ้นในอนาคต

โดยเฉพาะแผนการ ‘พัฒนา’ ศักยภาพของวง BNK48 ในฐานะ Talent Management ของต้อม ที่เราเชื่อว่า จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาวงการภาพยนตร์ไปได้พร้อมๆ กัน

กระส อ สหมงคลฟ ล ม ต วอย างหน ง

ถ้ามองย้อนกลับไปถึงวันแรกที่เริ่มก่อตั้งวง BNK48 ที่ยังไม่มีคนรู้จัก แต่วันนี้เมมเบอร์ที่เริ่มต้นจากการร้องและเต้นหลายต่อหลายคนเริ่มเติบโตในวงการบันเทิง โดยเฉพาะโอกาสในฐานะนักแสดงที่มากขึ้น คุณต้อมมองเห็นอะไรบ้างจากก้าวแรกที่ผ่านมา

ต้อม: ผมพูดมาตั้งแต่วันแรกที่จะทำ BNK48 ว่า ผมวางเป้าหมายของน้องๆ ไว้ที่คำว่า ทาเลนต์ หมายความว่า ทุกคนจะไม่ได้เป็นแค่นักร้องหรือนักแสดง เพลงคือพาร์ตหนึ่งที่สำคัญของ BNK48 แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเราไม่ใช่ค่ายเพลง ไม่ใช่โมเดลลิ่ง แต่เป็น Talent Management

เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราคือ การพัฒนาทาเลนต์ของเขาให้มีศักยภาพที่แตกต่างหลากหลาย แน่นอนว่า ในอนาคตบางคนอาจจะได้เป็นนักร้อง บางคนเป็นนักแสดง แต่ในขณะเดียวกัน บางคนอาจจะกลายเป็นเจ้าของร้านขายขนม หรือเป็นเจ้าของโรงเรียนสอนดนตรีก็ได้ เราเป็นไอดอลปลายเปิดที่ไม่ได้มีบทสรุปว่า จบ 6 ปีแล้ว เขาจะต้องเป็นอะไร งานแสดงก็ถือเป็นโอกาสหนึ่งที่เราต้องพัฒนาศักยภาพให้กับน้องๆ สำหรับงานประเภทนี้ด้วย

การเติบโตของน้องๆ ในวันนี้ นับว่ามาไกลกว่าที่คาดคิดไว้มากขนาดไหน

ต้อม: เวลาเราลงทุนทำธุรกิจ เราคาดหวังสูงอยู่แล้วนะครับ แต่ถ้าถามว่า การที่ BNK48 ได้รับโอกาส ได้รับการตอบรับจากสังคมดีแบบนี้ ก็ถือว่าเร็วและกว้างกว่าที่เราคิดไว้ตอนแรก แต่ถ้าถามว่ามันเกินเป้าหมายในการเป็น Talent Management ที่บอกไว้แล้วหรือเปล่า ยังไม่ใช่ เพราะเรายังมีเป้าหมายอีกเยอะแยะมากมายที่อยากจะพัฒนาต่อไปครับ

กระส อ สหมงคลฟ ล ม ต วอย างหน ง

กลับมาทางฝั่งค่ายหนังอย่างสหมงคลฟิล์ม มองบทบาทการเป็นนักแสดงของสมาชิก BNK48 อย่างไรบ้าง

อุ๋ย: จริงๆ อุ๋ยมีโอกาสรู้จักน้องๆ ก่อนที่จะเปิดตัว BNK48 อย่างเป็นทางการอีกนะ เพราะอุ๋ยกับคุณต้อมเป็นเพื่อนร่วมคลาส ABC (สถาบันพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เชิงธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม) รุ่นที่ 7 ด้วยกัน แล้วเขาก็จะพาน้องๆ มาโชว์ที่หน้าห้องตลอดเวลา มาร้องเพลงกันเป็นกลุ่มใหญ่เลยนะ (หัวเราะ) เห็นเพื่อนผู้ชายไปอยู่ข้างหน้ากัน (หัวเราะ) แล้วก็ได้ฟังแพสชันของคุณต้อมมาตั้งแต่ต้นว่าเขาต้องการสร้างไอดอลที่ไม่ได้เป็นแค่นักร้อง แต่หมายถึงเป็นศิลปินจริงๆ ขึ้นมา

ต้อม: หน้าที่ของผมคือโน้มน้าวให้คนเชื่อในสิ่งที่เราเชื่อ เพราะต้องยอมรับว่า ในตอนนั้น BNK48 เป็นรูปแบบใหม่ของวงการบันเทิง เพราะฉะนั้นเราต้องการคนที่เชื่อ คนสนับสนุนที่พร้อมจะทำงานไปด้วยกัน ช่วงนั้นผมไปพบคนเยอะมากจริงๆ นะครับ (หัวเราะ)

อุ๋ย: ซึ่งในมุมมองของคนทำหนังมันเป็นความต้องการหลักของวงการเราอยู่แล้ว เราต้องการคนที่ทาเลนต์มากพอที่สามารถขึ้นไปอยู่บนจอภาพยนตร์จริงๆ พอมีน้องๆ เข้ามา ก็เท่ากับว่า เรามีคนที่มีทาเลนต์เพิ่มขึ้นมาอีก 40-50 คน ที่เขาช่วยตัดมาให้เราสเตปหนึ่งเลยนะ เลยคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีถ้าเราทำอะไรร่วมกัน แล้วพอเวลาผ่านไปแค่แป๊บเดียวหลังจากเปิดตัว กระแสของน้องๆ ก็ขึ้นมาเร็วมาก ไม่ใช่แค่เฉพาะกลุ่ม แต่อุ๋ยว่าเขาไปถึงระดับแมสแล้ว

การที่เขามีตัวตนแล้วในฐานะ BNK48 ทำให้เราเห็นคาแรกเตอร์ของเขาได้ง่าย ซึ่งมันช่วยให้ขั้นตอนการแคสติ้งง่ายขึ้น เพราะบางทีถ้าเห็นจากเทปแคสต์อย่างเดียว เราไม่ทันได้รู้ทั้งหมดว่าจริงๆ แล้วคนนั้นเป็นอย่างไร แต่พอเราเห็นเขาตามที่ต่างๆ ได้เห็นตัวตนที่แสดงออกมา แล้วเห็นว่าคนไหนน่าสนใจ อาจจะเข้ากับบทที่มี เราค่อยเชิญเขามาแคสต์

สมาชิก BNK48 ต้องผ่านกระบวนการแคสติ้งภาพยนตร์ทุกเรื่องเหมือนนักแสดงคนอื่นๆ

ต้อม: ผมยินดีมากเลยครับ อันนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องเลย เราต้องเปิดโอกาสให้ผู้กำกับ ซึ่งเห็นภาพทั้งหมดของภาพยนตร์มาคัดเลือกนักแสดงด้วยตัวเอง เราแค่เป็นคนกลางให้เท่านั้น ถ้าเขาสนใจน้องๆ คนไหนขึ้นมา

กระส อ สหมงคลฟ ล ม ต วอย างหน ง

ทาง BNK48 วางเกณฑ์แบบไหนไว้บ้างหรือเปล่าว่าต้องเป็นโปรเจกต์ประมาณไหน เราถึงจะส่งน้องๆ เข้าไปแคสติ้ง

ต้อม: ไม่มีครับ ผมมีหน้าที่ที่จะทำให้น้องๆ มีโอกาสในการทำงานเยอะที่สุด ส่วนใครจะได้รับโอกาสนั้นก็เป็นเรื่องของบท ความสามารถ และความเหมาะสมในมุมมองของโปรดิวเซอร์และผู้กำกับ เพราะฉะนั้นเราจะไม่มีการบอกว่าต้องเอาคนนี้นะ เพราะคนนี้เป็นแบบนั้น ผมทำงานบนพื้นฐาน และคิดว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ร่วมกันมากที่สุดในโปรเจกต์นั้นๆ

ซึ่งวิธีการก็จะมีหลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่ผมมักจะให้โอกาสทางทีมงานได้สัมภาษณ์น้องๆ ทั้งหมด แต่ก็อาจจะมีบ้างที่ผู้กำกับรู้จักน้องมาก่อน แล้วอยากได้น้องมาสัมภาษณ์สักประมาณ 7 คน เพื่อเลือกคนที่ใช่ที่สุด

ไม่มีบทหรือเงื่อนไขใดๆ เลยเหรอที่บริษัทจะไม่ยอมให้น้องๆ ไปร่วมกับโปรเจกต์นั้นๆ

ต้อม: ไม่มีแบบที่ชัดเจนขนาดนั้น แต่เรื่องหนึ่งที่พยายามทำคือ ผมมักจะหามุมมองในการเล่าเรื่องของน้องๆ ในมุมที่แตกต่างกันเสมอ อย่างน้อยจะพยายามหาแนวทางใหม่ๆ ไม่อยากให้เป็นหนังรักเหมือนเดิม หรือแอ็กชันเหมือนเดิม ถ้าเป็นไปได้ เราอยากได้ความหลากหลายมาสู่น้องๆ เพื่อพาน้องๆ ไปในพื้นที่ใหม่ๆ

วิธีที่เราใช้คือ การร่วมลงทุนในโปรเจกต์นั้น เพราะฉะนั้นเราจะมองเห็น Commitment ของทั้งสองฝ่ายในแต่ละโปรเจกต์ด้วย เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องของการพูดคุยกันตลอดการถ่ายทำ ว่ามีตรงไหนที่ทางน้องๆ ของเราและผู้กำกับหรือทางค่ายสามารถทำร่วมกันได้บ้าง ซึ่งกับทางสหมงคลฟิล์มก็เป็นบริษัทหนึ่งที่เราใช้กลไกในการร่วมทุนเพื่อพัฒนาโปรเจกต์ร่วมกัน

ซึ่งเราก็ไม่มีกฎตายตัวนะว่าต้องเป็นโปรเจกต์แบบไหนที่เราจะสนใจร่วมทุนด้วย เพราะภาพยนตร์แต่ละเรื่องทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน ผมขอพูดถึงภาพยนตร์เรื่อง กระสือสยาม ที่น้องมิวนิค ซึ่งเป็นท็อปเมมเบอร์ของ BNK48 รุ่น 2 ได้รับโอกาสมาแสดงเป็นตัวเอกของเรื่อง ซึ่งผมคิดว่า มีเรื่องราวที่น่าสนใจ ผมก็เลยขอมาร่วมทุนด้วย ทั้งๆ ที่ผมมองว่า กลไกที่เรามีอยู่จะช่วยส่งเสริมด้านการตลาดได้บ้าง เพราะจริงๆ หนังเรื่องนี้ทำไปก่อนหน้าที่มิวนิคจะมาเป็นสมาชิก BNK48 ด้วยซ้ำ คือถ้าน้องเล่นไม่ดี หรือผมเห็นว่าไม่น่าสนใจ ผมก็สามารถปิดตาแล้วปล่อยโปรเจกต์นี้ผ่านไปเลยก็ได้ แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งชื่อของผู้กำกับอย่าง พี่ปรัชญา ปิ่นแก้ว ทั้งการเป็นแอ็กชัน เป็นหนังแวมไพร์สไตล์ไทยๆ ที่พูดถึงความเป็นไทยในมุมมองที่ทันสมัยมากขึ้น

กระส อ สหมงคลฟ ล ม ต วอย างหน ง

กระส อ สหมงคลฟ ล ม ต วอย างหน ง

ถ้าอย่างนั้นสหมงคลฟิล์มมองเห็นความโดดเด่นในแง่การแสดงในตัวมิวนิคจากตรงไหน ถึงเลือกน้องให้เป็นนักแสดงนำ

อุ๋ย: เรื่องนี้เราเปิดแคสต์ตั้งแต่ BNK48 เปิดตัวรุ่นที่ 1 เราก็ไม่รู้หรอกว่า น้องมิวนิคที่เลือกมาจะกลายเป็น BNK48 รุ่นที่ 2 อุ๋ยบอกว่า เฮ้ย คุณ หนังของเรามีน้องคุณเล่นอยู่ด้วยนะ เขายังทำหน้างง แล้วถามว่าใครอะ พอบอกชื่อไป เขายังทำหน้าตกใจอยู่เลย (หัวเราะ)

มิวนิคเขามีความเป็นมืออาชีพมาตั้งแต่แรกเลยนะ ตอนแรกเราต้องการคนที่หน้าตาน่ารักแบบเด็กวัยรุ่น และเป็นหน้าใหม่ที่มีความสามารถทางการแสดง ซึ่งมิวนิคตอบโจทย์ตรงนี้ได้หมดเลย แล้วบทที่น้องได้รับก็ยากด้วยนะ กับเด็กวัยรุ่นอายุเท่านี้แล้วต้องมาเจอกับสิ่งเหล่านี้ แล้วน้องสามารถทำได้ดี

แต่เราไม่เคยนึกถึงน้องในมุมที่จะไปเป็นเกิร์ลไอดอล พอเห็นน้องไปยืนอยู่บนเวที มิวนิคก็สามารถโดดเด่นขึ้นมาได้

ต้อม: อาจเพราะเขาทำงานตั้งแต่เด็กๆ เคยเป็นพิธีกรรายการ ดิสนีย์คลับ มาก่อน น้องมีความสามารถอยู่แล้ว ผมเคยคุยกับน้องเลยนะว่า ผมสนใจศักยภาพด้านการแสดงของเขามาก คิดว่าถ้ามีโอกาสอีก ก็อยากส่งเสริมให้น้องเขาได้มีงานประเภทนี้ทำ ยังไงก็ต้องฝากสหมงคลฟิล์มด้วยนะครับ (หัวเราะ)

เนื่องจาก กระสือสยาม ถ่ายทำไปตั้งแต่มิวนิคยังไม่เป็นสมาชิก BNK48 ตัวคุณต้อมเองกังวลบ้างไหมกับหลายฉากที่ถ่ายทำไปก่อนนี้ และอาจทำให้แฟนคลับบางส่วนรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา

ต้อม: คุณอุ๋ยก็เล่าให้ฟังว่าจะมีฉากประมาณไหนบ้าง ซึ่งไม่ได้ดูหรอก แต่เพื่อนบอกว่าประมาณนี้แหละ ผมก็เชื่อเลย (หัวเราะ) แล้วผมคิดว่า เป็นเรื่องที่วงการไอดอลต้องเรียนรู้ร่วมกันไปเรื่อยๆ ว่า เมื่อไอดอลก้าวเข้าสู้พื้นที่ของการเป็นนักแสดง คุณก็ต้องแสดง ซึ่งจะอยู่ในขอบเขตที่ผมคิดว่าพอเหมาะพอควร

อุ๋ย: ถ้ามองในมุมคนทำหนัง สิ่งสำคัญสำหรับเราไม่ได้อยู่ที่ฉากจะเป็นอย่างไร แต่เรามองว่า มันคือความเหมาะสมกับบริบทตรงนั้น โดยที่ไม่ทำให้คนดูรู้สึกว่าเราพยายามยัดเยียดฉากเหล่านั้นเข้าไปหรือเปล่า

ประเด็นนี้เราพูดในมุมที่เข้าใจในศาสตร์ของการแสดง แต่ก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่า ยังมีแฟนคลับหลายคนที่เขาไม่สามารถสลัดภาพ หรือไม่สามารถมองการแสดงเหล่านั้นแบบสบายใจได้จริงๆ เหมือนกัน

ต้อม: ผมขอยกตัวอย่างตอนที่เฌอปรางเล่นหนังครั้งที่แล้ว (Homestay) ผู้กำกับถามผมว่า คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าฉากนี้ออกไป ผมก็บอกว่า ผมไม่รู้จริงๆ แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ไม่ว่าผลจะออกมาแบบไหน ผมก็ต้องเรียนรู้ว่ามันเป็นแบบนี้

แต่ถามว่า ทำไมผมถึงอยากทดลอง ก็เพราะว่ามันต้องทดลอง ไม่อย่างนั้นขอบเขตของการแสดงมันจะถูกจำกัดเอาไว้เท่านั้น และมันจะแคบลงเรื่อยๆ แต่ถ้าเราได้ทดลองและเรียนรู้ เราจะขยายขอบเขตนั้นออกไปได้ ไม่ได้หมายความว่า เราจะทำให้ลิมิตมันสูงขึ้นเรื่อยๆ นะ แต่อย่างน้อยถ้ามันหยุดอยู่ที่จับมือไม่ได้ จูบไม่ได้ มันเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ทำงานได้ลำบาก และแฟนๆ ก็จะค่อยๆ เรียนรู้ว่า นั่นคือการแสดงเท่านั้นจริงๆ

กระส อ สหมงคลฟ ล ม ต วอย างหน ง

อย่างเคสของเฌอปราง ผลของการทดลองนั้นทำให้คุณเรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง

ต้อม: ผมเห็นชัดเจนเลยว่า มีแฟนคลับที่เข้าใจว่านี่คือการแสดงจริงๆ แต่ก็ยอมรับว่า มีบางส่วนที่เขาไม่เข้าใจ แต่ผมคิดว่า สังคมของแฟนคลับ BNK48 เป็นสังคมที่ค่อนข้างดีนะครับ คนที่เข้าใจก็พยายามปลอบใจและอธิบายให้กันและกันฟังว่า เฮ้ย มึงต้องเข้าใจนะว่านี่มันคือการแสดง

กระส อ สหมงคลฟ ล ม ต วอย างหน ง

‘ขอบเขต’ ของการเป็นสมาชิก BNK48 ที่คุณต้อมบอกว่ายังต้องเรียนรู้ร่วมกันต่อไป นับว่าเป็นปัจจัยที่น่ากังวลบ้างไหมในมุมมองของบริษัทหนัง

อุ๋ย: เป็นเรื่องที่น่าเรียนรู้จริงๆ แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่า เวลาทำหนัง เรามองที่ความเหมาะสมของบทเป็นหลัก คือต่อให้เป็นฉากที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจจริงๆ แต่คนดูจะต้องเชื่อได้ว่า มันมีเหตุผลของมันที่จะต้องเกิดฉากนี้ขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่า เราก็ต้องดูความเหมาะสมในบริบทการเป็น BNK48 เพราะเราไม่มีทางแคสต์น้องๆ มาเพื่อเล่นบทที่ขายฉากที่ไม่เหมาะสมอยู่แล้ว

แต่เราจะมองที่ว่า บทนี้ดีนะ มันแข็งแรง มันสามารถโชว์ศักยภาพของน้องได้นะ อันนี้ก็เป็นหน้าที่ที่เราจะไปบอกกับทาง BNK48 ว่าเราจำเป็นต้องมีฉากนี้เพราะอะไร ไม่ได้หมายความว่า กระสือสยาม จะมีนะ (หัวเราะ) แต่หมายถึงในอนาคตต่อๆ ไป เราต้องคุยกันในทุกๆ โปรเจกต์ เพราะอย่างที่คุณต้องบอกไปว่า หนังทุกเรื่องมีหน้าที่ต่างกัน รวมทั้งมีซับเทกซ์ของแต่ละเรื่องที่ไม่เหมือนกันด้วย

ต้อม: ยืนยันว่า ผมดูความเหมาะสมเป็นหลักครับ อย่างถ้ามีเรื่องไหนมีโจทย์มาว่า อยากจะเห็นเนื้อหนังมังสาของน้อง อันนี้ไม่ใช่แน่ๆ แต่ถ้าไปถึงจุดหนึ่ง แล้วอยู่ในลิมิตที่เราคิดว่ารับได้ ก็อย่างที่เรียนไปครับว่า มันควรที่จะไม่มีข้อจำกัด จนกลายเป็นกีดกันการแสดงศักยภาพของน้องในการทำงาน

คิดว่าการมีอยู่ของน้องสมาชิก BNK48 กลายเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาวงการภาพยนตร์หรือซีรีส์ต่างๆ ได้มากขนาดไหน

ต้อม: เราไม่กล้าใช้คำว่าเป็นส่วนสำคัญ ผมขออนุญาตไม่พูดคำนี้นะครับ แต่ว่าในแง่การทำงาน เราก็มีเป้าหมายของเรา ที่เวลาคุยกับผู้ผลิตหนังอย่างสหมงคลฟิล์มว่า ทุกคนอยากเอาหนังไทยไปต่างประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ซึ่งเรามองถึงเป้าหมายนี้เหมือนกัน

เพราะฉะนั้น BNK48 จะไม่ใช่ส่วนสำคัญเพียงแค่สิ่งเดียว ตอนนี้สิ่งที่ผมต้องการคือ พื้นที่ให้น้องๆ ได้แสดงความสามารถ ได้มีโอกาสเข้าไปทำงานร่วมกับผู้ผลิตหนังไทยที่หลากหลาย แล้วสิ่งสำคัญก็คือ เราพยายามร่วมกันใช้โอกาสทุกอย่างที่ทุกคนมีอยู่ พาหนังของเราไปถึงจุดนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

อุ๋ย: ส่วนของอุ๋ย ขอกลับไปที่จุดเดิมว่า ในฐานะคนสร้างหนัง เมื่อไรก็ตามที่เรามีทาเลนต์มากขึ้น มันดีกับเราอยู่แล้ว อย่างที่รู้กันว่า ทุกวันนี้วงการบันเทิงโตขึ้นเยอะ มีช่องทีวีมากขึ้น มีคอนเทนต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเยอะขึ้น มีอยู่ช่วงหนึ่งเลยนะที่เราขาดนักแสดงอย่างจริงจัง เราแทบจะแคสต์นักแสดงไม่ได้เลย เพราะทุกคนติดโน่นนี่กันหมด เพราะฉะนั้นการที่เรามีคนสร้างทาเลนต์ขึ้นมาเพิ่ม มันเป็นความต้องการของเราอยู่แล้ว เพราะเราต้องการสร้างภาพยนตร์มากขึ้นไปพร้อมๆ กับการยกระดับคุณภาพให้ดีขึ้นไปพร้อมๆ กัน

กระส อ สหมงคลฟ ล ม ต วอย างหน ง

ในฐานะผู้บริหาร BNK48 Group มีวิธีบาลานซ์ระหว่างการดูแลและแบกรับความฝันของน้องๆ สมาชิกในวง กับการทำธุรกิจที่ต้องแสวงหาผลกำไร เพื่อดำเนินกิจการต่อไปอย่างไรบ้าง

ต้อม: ผมเริ่มจากความคิดว่า สิ่งที่เราทำอยู่เป็นเรื่องที่ดีหรือเปล่า สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อมั่นในการทำ BNK48 คือการทำให้สังคมได้เห็นถึงพัฒนาการของคนที่มีความพยายามและสะท้อนกลับไปที่ตัวเองว่า ขนาดน้องๆ เป็นเด็กธรรมดาอย่างนี้ ยังมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และมีโอกาสไปถึงจุดที่เขาฝันได้ก็จากความพยายามของเขาทั้งนั้น เราถ่ายทอดเรื่องนี้อย่างชัดเจนมาตลอด ไม่ใช่ในฐานะเครื่องมือทางการตลาด แต่มันเป็นวิธีการเล่าเรื่อง

กลับมาที่คำถามว่า แล้วเราบาลานซ์ความฝันของน้องๆ กับการทำธุรกิจอย่างไร ต้องเข้าใจก่อนว่า ธุรกิจคือธุรกิจ และธุรกิจต้องหารายได้ แล้วพอมีกำไร ผมนำกำไรที่มีอยู่ กลับมาลงทุนเพื่อต่อยอดความฝันของน้องๆ รอดูได้เลยนะครับ ในปีนี้ผมจะมีโปรเจกต์หนัง ละคร คอนเทนต์อะไรต่างๆ ที่ใช้เงินเป็นร้อยล้านเลยออกมา ซึ่งก็มาจากกำไรเมื่อปีที่แล้วนี่แหละ ที่ผมนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มในปีนี้

ซึ่งมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นก็คือ ความสามารถของน้องๆ เราในฐานะ Talent Management ก็จะมีโอกาสมากขึ้น เมื่อน้องมีศักยภาพเพิ่มขึ้น มันเป็นวงจรที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งถ้าไม่มีกำไร ผมจะไม่สามารถทำอะไรอย่างที่พูดได้เลย

แต่ขอให้มั่นใจว่า ผมไม่ได้มาตีหัวเข้าบ้าน ปีนี้กำไรเยอะ พอแค่นี้ดีแล้ว แต่มันเป็นการลงทุนระยะยาว การทำให้สโนว์บอลลูกนี้ใหญ่ขึ้นจากศักยภาพของน้องๆ จากการให้โอกาสน้องๆ ได้ทำงานที่หลากหลายและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป

ตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง กระสือสยาม

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

FYI

  • มิวนิค BNK48 เคยมีผลงานภาพยนตร์เรื่อง My Best Bodyguard รับบทเป็น นิชาวัยเด็ก และเคยเป็นพิธีกรรายการ ดิสนีย์คลับ
  • มิวนิครับบทเป็น โมรา ผู้ที่เกิดมาในตระกูลที่มีความเกี่ยวข้องกับกระสือ และเธอจึงถูกตามล่าจาก ราตรี นางพญาแห่งเผ่าพันธ์ุกระสือ เมื่อมีอายุครบ 16 ปี เธอจะต้องกลายเป็นกระสือ โดยพี่สาวอย่าง วีณา คอยปกป้องอย่างใกล้ชิด

    ภาพยนตร์เรื่อง กระสือสยาม คือผลงานเรื่องใหม่ของผู้กำกับ ปรัชญา ปิ่นแก้ว โดยมีนักแสดงอย่าง พลอยยุคล โรจนกตัญญู หรือโจ้

    BKKY หญิง-รฐา โพธิ์งาม และ ต๊อก-ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ